


จิตใจอันงดงามของเซียวเหล่งนึ่ง
บุคลิกลักษณะของเซียวเหล่งนึ่งนั้นเป็นหญิงที่แสนเย็นชา เนื่องจากวิชาประจำสำนักที่นางฝึกปรือมาตั้งแต่เล็ก เน้นการหักห้ามอารมณ์ทั้งเจ็ดและกามคุณทั้งหก ทำให้บ่มเพาะเป็นนิสัยเย็นชากระด้าง เมื่อครั้งยายซุนเสียชีวิต แม้นางได้รับการชุบเลี้ยงดูแลจากยายซุนมาตั้งแต่เล็กจนมีความผูกพันไม่ต่างกับแม่ลูกกัน แต่นางเมื่อเห็นยายซุนกำลังจะสิ้นใจ ใบหน้ายังคงเรียบเฉยปราศจากเค้าความผิดปกติแม้แต่น้อย ฉากนี้ดูเหมือนว่าสาวน้อยนางนี้ ช่างมีจิตใจที่หยาบกระด้างยิ่ง
แต่ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น เซียวเหล่งนึ่งความจริงแล้วเป็นหญิงที่เปี่ยมล้นไปด้วยน้ำใจ นางมักจะให้อภัยผู้คนที่ทำร้ายนางเสมอ แม้อยู่ภายใต้ใบหน้าที่เย็นชากระด้าง แต่จิตใจของนางนั้นอ่อนโยนนัก มีหลายฉากหลายตอนในเรื่อง ที่แสดงออกให้เห็นถึงความใจดีของสาวน้อยนางนี้ ดังจะยกตัวอย่างดังต่อไปนี้
เริ่มตั้งแต่การนำนมผึ้งหยกไปให้เตียจี้เก่ง หลังจากเกิดเรื่องที่สำนักชวนจินก่า ยายซุนต้องเสียชีวิตลงที่นั่น นับว่าเป็นเหตุการที่สร้างความบาดหมางคับแค้นระหว่าชวนจินก่ากับสุสานโบราณ แต่เซียวเหล่งนึ่งยังคงนำนมผึ้งที่ใช้รักษาอาการพิษของผึ้งหยกที่เตียจี้เก่งถูกต่อย ไปให้ถึงที่ ศิษย์สำนักชวนจินก่า เห็นเซียวเหล่งนึ่งกับเอี้ยก้วยมา ล้วนวิ่งปราดมาล้อมไว้ ในมือต่างถือกระบี่เพื่อเตียมห้ำหั่น แต่เซียวเหล่งนึ่งกลับนำยามาวางไว้ให้แล้วก็จากไป ทิ้งให้อี่จี้เพ้ง เตียจี้เก่ง และพวกยืนตะลึงลานกับที่ หันไปมองหน้ากันอย่างงุนงง ครั้งนั้นนับว่าเตียจี้เก่งรอดชีวิตไปเพราะความใจดีของเซียวเหล่งนึ่ง
แต่การช่วยชีวิตเตียจี้เก่งไว้คราวนั้นก็สร้างความลำบากให้แก่นาง เมื่อครั้งที่ เซียวเหล่งนึ่งกับเอี้ยก้วยสยายเสื้อผ้าอยู่ในดงดอกไม้ เพื่อฝึกเคล็ดวิชาสุรางคนางค์ บังเอิญว่า อี่จี้เพ้ง กับเตียจี้เก่ง เดินไปแถวนั้น จนมาได้พบเอี้ยก้วยกับเซียวเหล่งนึ่ง เป็นเหตุทำให้เซียวเหล่งนึ่งธาตุไฟเข้าแทรกบาดเจ็บสาหัส เตียจี้เก่งเห็นสภาพนั้นยังกล่าวหาว่า เซียวเหล่งนึ้งกระทำการไร้ยางอายลอบสมสู่กับชายหนุ่มกลางดินกลางทราย เอี้ยก้วยเห็นอาจารย์อยู่ในสภาพสาหัสและยังได้ยินคำกล่าวหาอันรุนแรง ถึงกับเดือดดานกระโจนเข้าห้ำหั่นกับเตียจี้เก่ง เอี้ยก้วยแม้พลังฝีมือในเวลานั้นจะด้อยกว่าแต่ก็หาทางจนสามารถทำให้เตียจี้เก่งเพรี่ยงพร้ำตกอยู่ภายใต้คมกระบีของเอี้ยก้วยได้ แต่เซียวเหล่งนึ่งก็ได้ห้ามไว้ ตามความตอนนี้
เหตุการคราวนี้นางบาดเจ็บสาหัสแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่ยังคงให้อภัยเตียจี้เก่ง และความใจดีของนางที่ปล่อยเตียจี้เก่งไปครั้งนี้ ก็นำพามาซึ่งเภทภัยในภายหน้าอีกด้วย
อีกครั้งคือเมื่อตอนลี้มกโช้วกับอั้งเล่งป้อบุกเข้าไปในสุสารโบราณ หวังบีบบังคับให้เซียวเหล่งนึ่งมอบเคล็ดวิชาสุรางคนางค์ให้ ทั้งเอี้ยก้วยและเซียวเหล่งนึ่งต้องตกอยู่ในห้วงอันตรายหลายครั้งหลายคราจากการมาถึงของลี้มกโช้วในครั้งนี้ ถึงกับต้องตัดสินใจทิ้งศิลาตัดมังกรลงมาปิดทางออก เพราะหวังจะขังตนเองและพวกลี้มกโช้ว ให้ตกตายไปพร้อมกัน แต่ในที่สุดกลับได้พบเจอทางออกอีกทางหนึ่ง ซึ่งทางออกนี้จะต้องดำน้ำออกไป ทางด้านลี้มกโช้วที่ติดตามมา ไม่มีวิชาทางน้ำ แต่ก็อาศัยเกาะรั้งแขนเอี้ยก้วยไม่ยอมปล่อย มาตรแม้นว่าสายน้ำจะพุ่งเข้าปากจมูกของนางจนสินสติไป แต่มือยังคงเกาะที่เอี้ยก้วยแน่น
เมื่อออกมาภายนอก ลี้มกโช้วและศิษย์อยู่ในสภาพสิ้นสติ เป็นโอกาสอันดีที่เซียวเหล่งนึ่งสามารถกำจัดนางได้ แต่นางกลับจัดแจ้งวางร่างลี้มกโช้บนหินกลมก้อนหนึ่ง ปล่อยให้น้ำในทองใหลซึมออกจากปากอย่างแช่มช้า เมื่อลี้มกโช้วฟื้นคืนสติ เซียวเหล่งนึ่งกลับบอกเพียงว่า "ซือเจ้ พวกท่านเชิญตามสะดวกเถอะ" นางปล่อยลี้มกโช้วไป เหมือนกับลืมเลือน เรื่องราวที่ลี้มกโชวสร้างความลำบากแก่นางตอนอยู่ภายในสุสานไปหมดสิ้น นี่ก็เป็นอีกหนึ่งครั้งที่นางให้อภัยผู้ที่คิดทำร้ายหมายชีวิตนาง
และครั้งที่ดูจะหนักหนาสาหัสที่สุดสำหรับชีวิตเซียวเหล่งนึ่ง และเป็นการให้อภัยครั้งที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งของนางคือเมื่อครั้ง ที่นางต้องพบกับความปวดร้าวใจที่สุดในชีวิตลูกผู้หญิง หลังจากที่ทราบความจริงว่าผู้ที่พร้าพรหมจรรย์ของนางไปมิใช่เอี้ยก้วยแต่เป็นอี่จี้เพ้ง นางบังเกิดเป็นความคับแค้นแน่นอก จึงได้เฝ่าติดตาม อี่จี้เพ้งมาเป็นเวลาแรมเดือน จนมาถึงสำนักชวนจินก่า แต่เมื่อถึงเวลา นางก็มิอาจหักใจลงมือฆ่าคนได้ ตามความตอนนี้
และในที่สุด ด้วยความใจดีของนาง ก็ยอมให้อภัย ถือว่าทั้งหมดเป็นโชคชะตาที่แสนอาภัพของตนเอง โดยนางได้กล่าวกับเอี้ยก้วย ดังนี้
อีกครั้งที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน คือเมื่อครั้งที่ก๊วยพู่ไปที่สุสานโบราณและซัดเข็มพิษใส่เซียวเหล่งนึ่ง โดยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นลี้มกโช้ว ความผิดพลาดของก๊วยพู่คราครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เพราะ พิษของฝ่ามือเบ็ญพิษที่อยู่ในตัวเซียวเหล่งนึ่ง กำลังใหลออกมาตามลมปราณ แต่พอถูกเข็มพิษซัดใส่ พิษย้อนกลับ กระจายไปสู้จุดสำคัญทั้วร่าง เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้มีใบไม้วิเศษโอสถทิพย์ ก็มิอาจรักษาชีวิตนางไว้ได้อีกแล้ว
ก่อนนี้เอี้ยก้วยกับเซียวเหล่งนึ่งต่อสู้ดิ้นรนท่ามกลางความเป็นตายอย่างลำบากยากเย็น จนคิดค้นวิธีรักษาเซียวเหล่งนึ่งและจัดการกับลี้มกโช้วได้ ทุกอย่างกำลังจะไปได้ดี สุดท้ายทุกสิ่งสลายเป็นอากาศธาตุ เอี้ยก้วยที่เคยแข้มแข็งแกร่งกร้าว ยามนี้ไม่อาจสะกดอดกลั้นสืบไป พลันคุกเข่าลง ฟุบร่างบนโลงหิน เปร่งเสียงร่ำไห้ออกมา เมื่อครั้งที่ก๊วยพู่ตัดแขนเอี้ยก้วยไป เขายังพอให้อภัยได้แต่ครั้งนี้ทำร้ายเซียวเหล่งนึ่งถึงชีวิต แม้จะรู้ว่านางไม่ตั้งใจแต่ก็อดแค้นเคืองไม่ได้ แต่เซียวเหล่งนึ่งกลับบอกว่า
เอี้ยก้วยได้ประคองเซียวเหล่งนึ่งออกมาจากสุสานโบราณก่อน ขณะนั้นเป็นเวลาเดียวกับที่เขาจงน้ำและสำนักชวนจินก่าถูกพวกมองโกลเผา เอี้ยก้วยพาเซียวเหล่งนึ่งมานั่งพัก หลังจากนั้นไม่นานก๊วยพู่ออกมา แต่ถูกลี้มกโช้วลอบทำร้าย โดยสกัดจุดแล้วทิ้งให้อยู่ท่ามกลางกองเพลิมรอบด้านที่กำลังรามมาถึง ซึ่งเอี้ยก้วยก็เห็นเหตุการณ์อยู่ นี่เป็นอีกฉากที่แสดงให้เห็นถึงความใจดีของเซียวเหล่งนึ่ง
เอี้ยก้วยแม้ปากจะบอกอย่างนั้น แต่เมื่อเห็นอัคคีเพลิงใกล้เผาไหม้ถึงตัวก๊วยพู่ จะอย่างไรไม่อาจหักใจอำมหิตได้ กล่าวด้วยความขมขื่นว่า "ตกลงพวกเรามีชะตาอาภัพ ผู้อื่นมีโชคชะตาดี" และก็ลงมือช่วยก๊วยพู่ไว้อีกครั้ง ฉากนี้แสดงให้เห็นว่ามิใช่เพียงเซียวเหล่งนึ่งเท่านั้น เอี้ยก้วยเองก็เป็นอีกคนหนึ่งมีมากไปด้วยน้ำใจ
เซียวเหล่งนึ่งโดนพิษจู่โจมเข้าถึงภายใน ชีวิตคงจบลงในไม่ช้า แต่ก็หาได้ห่วงแต่ตัวเอง นางพอเห็นอัคคีเพลิงเผาใหม่ ก็อดนึกถึงคนอื่นๆไม่ได้ จึงกล่าวกับเอี้ยก้วยตามนี้
หากมองโดยผิวเผินแล้วเซียวเหล่งนึ่งอาจดูเป็นคนที่เย็นชา ไม่ค่อยยิ้ม ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก แต่ถ้าได้สังเกตุพฤติกรรมตลอดทั้งเรื่อง จะเห็นได้ว่า เซียวเหล่งนึ่งนั้นนอกจากมีวรยุทธที่สูงส่ง มีรูปร่างหน้าตาหมดจดงดงามปานเทพธิดแล้ว จิตใจของนางนั้นก็งดงามสูงส่งไม่แพ้กัน