



เซียวเหล่งนึ่งบุกชวนจินก่า
โดยเริ่มตั้งแต่สู้กับเหล่าศิษย์สำนักชวนจินก่า จากนั้นต้องฝ่าวงล้อมของยอดฝีมือจากมองโกล ผ่านมาได้ก็ต้องมาประทะกับราขครูกิมลุ้น จากนั้นพวกยอดฝีมือจากมองโกลสามคนก็เข้ามาสมทบกลายเป็นซียวเหล่งนึ่งต้องสู้กับยอดฝีมือทั้งสี่ และยังต้องมาประทะกับ คูชู่กี่และพวกอีกรวมห้าคน สุดท้ายกลายเป็นว่าเซียวเหล่งนึ่งคนเดียวต้องรับมือกับยอดฝีมือที่รายล้อมอยู่ถึงเก้าคน ถือเป็นฉากต่อสู้ที่ยาวนานทีเดียว
ฉากนี้น่าอ่านตรงที่ สถานการณ์จะพลิกกลับไปกลับมาน่าตื่นเต้น โดยเริ่มต้นจาก ยอดฝีมือทั้งสามเมื่อได้เห็นเพลงกระบี่ของเซียวเหล่งนึ่ง ต่างไม่กล้าลงมือจู่โจมก่อน จึงได้แยกย้ายอยู่สามด้าน แต่ละคนต่างควงอาวุธประจำตัวคุ้มครองตนอยู่เบื้องหน้า มาตรว่าถึงจะจู่โจมไม่ได้ แต่ควงอาวุธตั้งรับอย่างแข็งขันล้อมไว้ทั้งสามด้านอย่างนี้ นางเองก็ไม่อาจหลุดออกไปได้
เซียวเหล่งนึ่งก็พยายามจะฝ่าวงล้อมออกไป ด้วยวิชากระบี่คู่ที่มีความว่องไวดุจสายฟ้า ซื่งกิมย้งได้บรรยายความรวดเร็วของกระบี่นั้นไว้ตามนี้
ท่าจู่โจมของนางรวดเร็วถึงเพียงนี้ สร้างความแตกตื่นพรั่นพรึงแก่ทั้งสามกว่าเดิม หวนนึกถึง ดีที่ควงอาวุธตั้งรับไว้ก่อน หากรอให้นางเสือกกระบี่ออกแล้วค่อยยกอาวุธต้านทานคงจะไม่ทันการ เซียวเหล่งนึงแม้ลงมือรวดเร็ว แต่ทุกกระบวนท่าล้วนกระแทกถูกอาวุธ การควงอาวุธของยอดฝีมือเหล่านี้ไม่ปรากฎช่องว่างรอยโหว่แม้แต่น้อย จนแม้หยดน้ำก็ไม่อาจกระเซ็นผ่านไปได้
แต่เซียวเหล่งนึ่งก็ได้แก้ไขสถานการณ์ด้วยวิธีที่ง่ายดายที่สุด นั่นคือการรอคอย หากทั้งสามยังคงควงอาวุธตั้งรับอยู่อย่างนี้ นางเพียงยืนคอยอยู่เฉยๆในที่สุดอีกฝ่ายก็จะหมดแรงไปเอง จริงอยู่ที่ยอดฝีมือเหล่านี้มีพลังการฝึกปรืออย่างลึกล้ำ ต่อให้รอไปอีกยาวนานก็คงมิอ่อนแรงลงง่ายๆ แต่เมื่อเทียบกับความใจเย็นในการรอคอยของเซียวเหล่งนึ่งแล้ว มีเรี่ยวแรงเท่าไหร่ก็คงจะไม่พอ นางยืนสงบนิ่งด้วยท่วงท่าสูงสง่าสำรวม นิสัยของนางไม่ร้อนรน ยี่สิบปีที่อยู่ในสุสานโบราณ เพาะสร้างนางจนมีความอดทนอย่างที่ไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้ จะให้นางยืนรอแบบนี้สักหนึ่งวันหรือหนึ่งเดือนก็หาเป็นอะไรไม่ สุดท้ายสถานการพลิกกลับ กลายเป็นว่า ฝ่ายที่ร้อนรนกลับกลายเป็น นี่ม่อชิงที่มีนิสัยใจร้อนกว่าพวก
แต่ด้วยสติปัญญาของอี่เคอซี กลับคิดวิธีเอาชัยได้ โดยให้ทั้งสามค่อยๆสืบเท้าเขาไปหาเซียวเหล่งนึ่งทีละครึ่งก้าว วงล้อมที่ทั้งสามโอบล้อมเซียวเหล่งนึ่งไว้ก็หดเล็กลงที่ละน้อย หากดำเนินต่อไปตามนี้ แม้ทั้งสามไม่ต้องจู่โจม แต่อาวุธที่ควงอยู่ด้านหน้าเมื่อบีบเข้ามาย่อมทำร้ายนางได้ เซียวเหล่งนึ่งต้องกลับมาเจอสภาวะวิกฤตอีกครัง จะฝ่าออกไปก็ทำไม่ได้ จะยืนรอเฉยๆก็ทำไม่ได้อีกเช่นกัน
เป็นความประจวบเหมาะที่บนพื้นมีกระบี่กระจัดกระจายอยู่ กระบี่เหล่านี้เป็นของเหล่านักพรตชวนจินก่าที่สู้กับนางก่อนหน้านี้ เซียวเหล่งนึ่งได้ซัดเหวี่ยงกระบี่ในมือขึ้นไปในอากาศ กระบี่ยังไม่ทันตก นางก็หยิบกระบี่จากพื้นโยนขึ้นไปอีก กระบี่ที่โยนขึ้นไปร่วงหล่นลงมาทีละเล่มนางก็คว้าไว้แล้วโยนขึ้นไปใหม่ กลายเป็นกระบี่หลายสิบเล่มพุ่งขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง
ทันใด เซียวเหล่งนึ่งตวัดมือพลักกระบี่พุ่งเข้าหาอีเคอซี กระบี่เมื่อประทะกับม่านประกายที่เกิดจากการกวัดแกว่ง ก็ดีดกระดอนไปทางนีม่อชิง และก็กระเด็นกลับไปที่เซียวเหล่งนึ่ง นางใช้มือที่สวมถุงมือใยทองตบฟาดกระบี่พุ่งออกไปอีก ชั่วพริบตากระบี่ทั้งหลายสิบเล่มไม่พุ่งขึ้นฟ้าอีก แต่พุ่งย้อนไปมาทามกลางม่านประกายที่เกิดจากอาวุธสามชนิด กระบี่เมื่อประทะอาวุธต่างกระเด็นกระดอนไร้ทิศทาง บ้างก็หักกระจาย พุ่งไปมาโดยรอบ
เซียวเหล่งนึ่งซัดขว้างกระบี่กลางอากาศ ความจริงเพียงคิดรบกวนสายตาของศัตรู แต่กลับกลายเป็นผลดีอย่างคาดไม่ถึง พวกเซียวเซียงจื่อแค่รับกระบี่คู่ของนางสองเล่มก็ลำบากยิ่งแล้ว คราวนี้ต้องพบกระบี้หลายสิบเล่มพุ่งไปมาอย่างไร้ทิศทาง ในที่สุดก็พลาดท่า พ่ายแพ้ให้กับเซียวเหล่งนึ่ง
ฉากต่อสู้นี้หากลองจินตนาการตามดูแล้ว เป็นฉากที่น่าตื่นใจยิ่ง กระบี้หลายสิบเล่มที่บินว่อนกลางอากาศ ย้อนไปมา หากทำออกมาเป็นภาพยนตร์คงจะเป็นฉากบู๊ที่อลังการน่าดูชม ในหนังจีนชุดเท่าที่ผ่านมา ยังไม่มีเวอร์ชั่นไหนทำฉากนี้ออกมาให้เห็น อาจเพราะฉากนี้ไม่มีความสำคัญกับเนื้อเรื่อง และด้วยเทคโนโลยีสมัยนั้นคงทำฉากนี้ให้ออกมาตามจินตนาการได้ยาก
ข้าน้อยคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในเวอร์ชั้น 2006 ของจางจี้จงนั้น ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่กับทุนสร้างมหาศาล ฉากนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งฉากบู๊ที่โดดเด่นน่าดูชม แต่น่าเสียดาย จางจี้จงได้ตัดฉากเหล่านี้ออกจนหมดสิ้น
ทางด้าน ห้าบรรชิตของสำนักชวนจินก่า เมื่อครั้งงานชุมนุมชาวยุทธได้เห็นวิชาของเซียวเหล่งนึ่ง ทุกกระบวนท่าล้วนเป็นดาวข่มของแนววิชาสำนักชวนจินก่า จึงได้ร่วมกันจำศีลภาวนาคิดค้นวิธีเอาชนะนาง ใช้เวลาอยู่เดือนเศษจึงสำเร็จเป็นกระบวนท่า เจ็ดดาวรวมชุมนุม แต่ทว่า ความหวังที่จะเอาชนะนางก็ได้หมดสินไป ตามความตอนนี้
ทั้งห้าหาวิธีเอาชนะนางโดยยืดถือวิชาฝีมือที่เคยเห็นที่งานชุมนุมเป็นหลัก แต่เวลานี้เพลงกระบี่ที่แสนพิศดารที่อยู่ตรงหน้า คิดชมดูให้กระจ่างชัดยังทำไม่ได้ ไหนเลยต้านทานทำลายล้างได้ ยิ่งชมดูยิ่งตื่นตระหนก กิมลุ้นกงซื้อและพวกทั้งสี่ ล้วนมีพลังฝีมือเหนือกว่าห้าบรรชิต แต่เซียวเหล่งนึ่งยังคงสู้ได้อย่าดุเดือด คูชู่กี่และพวกต่างครุ่นคิดขึ้น
เมื่อได้ต่อสู้กันจริงๆ ก็เป็นดังคาด ใช้เวลาเพียงไม่นาน ในห้าบรรชิต ก็มีอยู่สี่ท่านได้รับบาดเจ็บจากคมกระบี่ของนางแล้ว เซียวเหล่งนึ่งต่อสู้มาอย่างยาวนานจนเรี่ยวแรงอ่อนล้า ต้องตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของยอดฝีมือถึงเก้าคน ยังไม่รวมศิษย์สำนักชวนจินก่าและทหารมองโกลอีกจำนวนมาก วันนี้นางต้องอยู่ในวงล้อมขนาดนี้ ในใจกลับหาได้คิดกังวลถึงความตามไม่ เพียงแต่คิดคำนึงถึงเอี้ยก้วย นางต่อสู้เพียงลำพังไม่มีเอี้ยก้วยอยู่เคียงข้าง หากวันนี้ไม่อาจรักษาชีวิตรอดรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เห็นหน้าเอี้ยก้วยเป็นครั้งสุดท้าย
อีกฉากหนึ่งที่เป็นฉากสำคัญและท่านกิมย้งเขียนได้อย่างน่าสนุก คือฉากตอนที่เซียวเหล่งนึ่งบุกสำนักชวนจินก่า ฉากนี้ทั้งหมดเหมือนกับว่า ท่านกิมย้งตั้งใจจะเขียนมาเพื่อแสดงให้ผู้อ่านได้เห็นถึงความร้ายกาจของเพลงกระบี่คู่ของเซียวเหล่งนึ่ง ซึ่งเป็นฉากที่ค่อนข้างต่อเนื่องยาวนาน นับเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานที่สุดของเซียวเหล่งนึ่งเลย



